หน้าที่เปิดอยู่: หน้าแรก / ประเทศไทยและภูมิภาคต่าง ๆ / ข้อมูลโดยสังเขปของประเทศไทย / ภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ
English
Deutsch
ภาษาไทย

สภาพภูมิศาสตร์

สภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทย

สภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทย

วิวของกรุงเทพมหานคร จากมุมสูง
วิวของกรุงเทพมหานคร จากมุมสูง
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดของโลก
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดของโลก
เกาะสมุยเป็นอีกเกาะหนึ่งของประเทศไทยที่มีความงดงามมาก
เกาะสมุยเป็นอีกเกาะหนึ่งของประเทศไทยที่มีความงดงามมาก

ราชอาณาจักรไทย ตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร (ขนาดใกล้เคียงกับประเทศฝรั่งเศส และขนาดเล็กกว่ามลรัฐเท็กซัส ของสหรัฐอเมริกา เพียงเล็กน้อย) และเป็นประตูสู่ประเทศลาว ทางทิศตะวันออก ตลอดลำน้ำโขง ประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศมาเลเซีย ทางตอนล่างของคาบสมุทรมลายู ทางทิศใต้ และประเทศพม่า ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ประเทศไทย มีรูปร่างคล้ายหัวช้าง ซึ่งมีงวงทอดยาวลงสู่ทิศใต้

ประเทศไทยมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศฝรั่งเศส และขนาดเล็กกว่ามลรัฐเท็กซัส เพียงเล็กน้อย

ตามรูปร่างและสภาพภูมิศาสตร์นั้น ประเทศไทย แบ่งออกเป็น 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ เต็มไปด้วยภูเขาและหุบเขา  ที่อุดมสมบูรณ์, ที่ราบภาคกลาง ซึ่งมีนาข้าวขนาดใหญ่, ที่ราบสูงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีที่ดินสำหรับทำการเกษตร และมีภูมิประเทศกึ่งแห้งแล้ง และคาบสมุทรทางภาคใต้ ซึ่งมีเกาะและชายฝั่งทะเลเป็นแนวยาว พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ได้แก่ พัทยา, ระยอง และเกาะช้าง ตลอดจน จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคตะวันตก อาจเรียก ได้ว่าเป็น “ภูมิภาคย่อย”

 ถึงแม้ว่า โดยสภาพภูมิศาสตร์แล้ว กรุงเทพมหานคร จะเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบภาคกลาง แต่เนื่องจากเป็นเมืองขนาดใหญ่และเป็นเมืองหลวง ดังนั้น จึงถือว่า กรุงเทพมหานคร เป็นภูมิภาคหนึ่ง แยกต่างหาก เมืองหลวงของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่เส้นละติจูด 14 องศา เช่นเดียวกับ กรุงมาดราส์, กรุงมะนิลา, กรุงกัวเตมาลา และกรุงคาร์ทูม จากทิศเหนือถึงทิศใต้ ประเทศไทย มีระยะทางยาวประมาณ 1,860 กิโลเมตร แต่ละภาคของประเทศไทย จะมีความแตกต่างกันในด้านประชากร, ทรัพยากรพื้นฐาน, ลักษณะทางธรรมชาติ และระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม

แนวชายฝั่งทะเลของประเทศไทย มีชายหาดอันสวยงาม โขดหิน และพื้นที่ชุ่มน้ำ อยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีระยะทางยาว 2,710 กิโลเมตร มีเกาะต่าง ๆ เรียงรายอยู่นับร้อย ๆ เกาะ ตลอดแนวชายฝั่งทะเล และมีเกาะเพียงไม่กี่แห่ง  ที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว ประเทศไทย มีทะเลอันดามัน กั้นเป็นพรมแดนในทิศตะวันตก ซึ่งถือเป็น   ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย ส่วนภาคกลางของประเทศไทย ล้อมรอบอ่าวไทย ที่ค่อนข้างตื้น และเป็นส่วนหนึ่งของทะเลจีนใต้

ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งทะเล ยาวถึง 2,710 กิโลเมตร จึงน่าจะมีชายหาดอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ตรงกับรสนิยมของทุกคน

เทือกเขาสูงทางภาคเหนือ ซึ่งเป็นส่วนปลายของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีความสูงถึง 2,568 เมตร ยังคงถูกปกคลุม ไปด้วยป่าฝนอันกว้างใหญ่ไพศาล รายล้อมด้วยหุบเขาสูงชันและลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ บริเวณที่สูงทางภาคเหนือ เป็นพรมแดนกั้นพื้นที่ภาคกลาง มีแม่น้ำหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และ แม่น้ำน่าน ไหลมารวมกันในบริเวณที่ราบลุ่ม กลายเป็นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา พื้นที่ภาคกลางที่อุดมสมบูรณ์ มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มากกว่า 4 เท่า ต่อตารางกิโลเมตร เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งประเทศ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ จึงไม่เหมาะสำหรับทำการเกษตร พื้นที่ส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ที่ราบสูงโคราชที่แห้งแล้ง และภูเขาลูกเล็ก ๆ ตั้งอยู่ประปราย มีฤดูฝนช่วงสั้น ๆ แต่ทำให้น้ำท่วมบริเวณลุ่มน้ำ อย่างหนัก แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์มากกว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีฤดูแล้งอันยาวนาน และที่ดินโดยส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยหญ้าแห้งกรอบ มีภูเขารายล้อมในบริเวณที่ราบสูง  ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และมีแม่น้ำโขง ไหลผ่านตลอดริมฝั่งด้านตะวันออกโดยส่วนใหญ่

 ที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งถือเป็นดินแดนหัวใจของประเทศ มีสภาพเป็นลุ่มน้ำที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง หรือเรียกได้ว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำของเอเชีย” ระบบชลประทานอันสลับซับซ้อน ซึ่งได้ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการปลูกข้าวนาดำ ในภูมิภาคนี้ ได้ช่วยค้ำจุนระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ในการพัฒนาชาติไทย มานับตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย ในศตวรรษที่ 13 จวบจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน พื้นที่ราบลุ่มซึ่งมีภูมิทัศน์ที่ ไม่เปลี่ยนแปลงนี้ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางทางการค้า, การขนส่ง และอุตสาหกรรม ตั้งอยู่สุดชายขอบทางทิศใต้ของภาคกลาง ในบริเวณปากอ่าวไทย และประกอบด้วยส่วนหนึ่งของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา

 ภาคใต้ ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่แคบเป็นคาบสมุทรยาว มีลักษณะเด่นในด้านสภาพอากาศ, ภูมิประเทศ และทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจของภาคใต้ พึ่งพาการปลูกข้าวแบบยังชีพ และการผลิตยางพาราสำหรับอุตสาหกรรม แหล่งรายได้อื่น ๆ ได้แก่ การปลูกมะพร้าว การทำเหมืองแร่ดีบุก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งทำกำไรงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภูเก็ตและเกาะสมุย สภาพของเทือกเขาซึ่งทอดตัวยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ ของภาคใต้ และป่าทึบเขตร้อนชื้น ได้ก่อให้เกิดการโดดเดี่ยวตัวเองและการพัฒนาทางการเมืองที่มีลักษณะเฉพาะของภูมิภาคนี้การเป็นประตูเข้าออกในระดับนานาชาติ โดยผ่านทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทำให้ภาคใต้เป็นทางสองแพร่งระหว่างพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดปัตตานี ซึ่งเคยเป็นรัฐสุลต่าน ติดกับชายแดนประเทศมาเลเซีย

ภาคใต้ของไทย เป็นทางสองแพร่งระหว่างพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและศาสนาอิสลาม

ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ประเทศไทย มีพื้นที่ป่าไม้ มากกว่าร้อยละ 50 อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2540 สัดส่วนของพื้นที่ป่าไม้ของไทย ได้ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20 ความต้องการไม้แปรรูปที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม ตลอดจนโครงการพัฒนาต่าง ๆ และการผลิตพืชผลทางการเกษตรเพื่อการส่งออก มีส่วนผลักดัน   ให้เกิดการบุกรุกแผ้วถางป่าไม้

 หลังจากที่ประเทศไทย จำต้องยอมสูญเสียดินแดนประมาณ 120,000 ตารางกิโลเมตร จากลัทธิล่าอาณานิคม ของประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ จึงจำเป็นต้องปฏิรูปอาณาเขตและการปกครองประเทศ ในปี พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ริเริ่มการปฏิรูปที่ดินและการปกครอง ซึ่งยังคงมีผลจนถึงปัจจุบันนี้ ประเทศไทย มี 76 จังหวัด ซึ่งแบ่งออกเป็น อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน  กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการปกครอง, การค้า, การอุตสาหกรรม และทางวัฒนธรรม

เศรษฐกิจ/การเกษตร

เศรษฐกิจ/การเกษตร

ประเทศไทยประสบปัญหากับเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1997/1998
ประเทศไทยประสบปัญหากับเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1997/1998
โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย
โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย

ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยพึ่งพาการส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน มากกว่า 2 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

ในช่วงกลางศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทย มีพื้นที่ป่าไม้ มากกว่าร้อยละ 50

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2540 สัดส่วนของพื้นที่ป่าไม้ของไทย ได้ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20

ประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ คิดเป็นมูลค่า 8.5 ล้านล้านบาท (ข้อมูลในปี พ.ศ. 2550) หรือ 627 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ประเทศไทย มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย ติดอันดับกลาง ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแง่ของการกระจายรายได้ ในฐานะเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับสี่ของภูมิภาค ตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ต่อหัวของประชากร รองจากประเทศสิงคโปร์, ประเทศบรูไน และประเทศมาเลเซีย ในขณะที่ รายได้ต่อหัวของประชากร คิดเป็นประมาณ 8,100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งเท่ากับประเทศบราซิลและประเทศบัลแกเรีย

ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นแม่แบบสำหรับระบบเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศลาว, ประเทศพม่า และประเทศกัมพูชา และประเทศไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน ของเอเชีย ระหว่างปี พ.ศ. 2540-2541 จากการส่งออกเป็นหลัก และจากปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายประการ

กำลังแรงงานโดยส่วนใหญ่ ของประเทศไทย (ประมาณร้อยละ 48) ทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของรายได้จากภาคเกษตรกรรม ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ได้ลดลง เนื่องจากมีการส่งออกสินค้าและบริการต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น

ประเทศไทย มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และรายได้ต่อหัวของประชากร เท่ากับประเทศบราซิลและประเทศบัลแกเรีย

เนื่องจากราคาน้ำมันและอาหาร เพิ่มสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อต่อปี สำหรับในปี พ.ศ. 2551 ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9.2 ;ในเดือนกรกฎาคม (สถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี) แต่อัตราเงินเฟ้อดังกล่าว มีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากการตกต่ำลงของราคาน้ำมันและอาหาร

ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก และข้าวเป็นผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยที่ประเทศไทยสามารถผลิตข้าว, มันสำปะหลัง และอ้อย อย่างละมากกว่า 20 ล้านตันต่อปี และข้าวมีปริมาณและมูลค่าการส่งออกสูงสุด

กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางการค้าและเจียรนัยอัญมณี และการผลิตเครื่องประดับที่เป็นทองคำและเงิน คุณภาพสูง ในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา สินค้าประเภทคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และวงจรรวม ได้สร้างรายได้หลักจากการส่งออก และเริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต นอกจากนี้ ประเทศไทย ติดอันดับต้น ๆ ในอุตสาหกรรมส่งออกรถยนต์ของโลก และถูกขนานนามว่า “ดีทร้อยท์แห่งเอเชีย” อุสาหกรรมสิ่งทอขนาดใหญ่ของประเทศ กำลังประสบภาวะชะงักงัน เนื่องจากต้องแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งมีต้นทุนค่าแรงงานต่ำกว่า เช่น ประเทศบังคลาเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และกัมพูชา ในช่วงทศวรรษ 1980 อุตสาหกรรมของประเทศไทย ได้พัฒนาขึ้นจากการลงทุนของประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน โรงงานเคมีภัณฑ์ โรงงานอุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมอ่น ๆ โดยส่วนใหญ่จะมีศูนย์กลางอยู่ที่เขตพัฒนาชายฝั่งตะวันออก (อีสเทิร์น ซีบอร์ด)

ในวงจรธุรกิจของประเทศไทย มีนักลงทุนจากต่างชาติ เข้ามามีบทบาทน้อยมาก บริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทครอบครัว ที่ผลิตสินค้าการเกษตรเป็นหลัก (เป็นผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออก รายใหญ่ที่สุดของเอเชีย) และยังทำธุรกิจค้าปลีก (เป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ ร้านค้าสะดวกซื้อ เซเว่น-อีเลฟเว่น กว่า 4,500 แห่ง) และลงทุนในธุรกิจคมนาคม (บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และระบบอินเทอร์เน็ต และเคเบิลทีวี ช่อง เอชบีโอ) เครือเจริญโภคภัณฑ์ อาจถือได้ว่าเป็นบริษัทรายใหญ่ของประเทศ ที่มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจของโลก นอกเหนือจากเครือเจริญโภคภัณฑ์แล้ว ประเทศไทย มีธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งติดอันดับ 6 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสายการบินไทย ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีบทบาทในระดับโลก ระบบเศรษฐกิจของไทย ถูกขับเคลื่อนโดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นหลัก ซึ่งดำเนินกิจการโดย

สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ชื่อ “สนามบินสุวรรณภูมิ” ได้เปิดทำการ เมื่อปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ในปัจจุบัน มีเที่ยวบินภายในประเทศและเที่ยวบินนานาชาติ ทั้งหมด ขึ้น-ลง ที่สนามบินสุวรรณภูมิแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปทางทิศตะวันออก เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร และห่างจากเมืองพัทยา ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร

ธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซึ่งขายสินค้าลดราคา เช่น เทสโก้ โลตัส, คาร์ฟูร์, บิ๊กซี และแมคโคร เปิดดำเนินกิจการ เป็นจำนวนรวมกันประมาณ 150 สาขา ในเขตเมืองใหญ่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีกิจการซุปเปอร์มาร์เก็ต ขนาดย่อม และมินิมาร์เก็ต เช่น ท็อปส์, แฟมิลี่ มาร์ท และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งเปิดให้บริการอยู่นับพันสาขา ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีประชากรหนาแน่น ทุกซอกมุมถนน

ประเทศไทย ได้มุ่งเน้นที่ระบบการขนส่งเอกชน ในขณะที่ระบบการขนส่งสาธารณะ จะถูกก่อตั้งขึ้นโดยเครือข่ายขนาดใหญ่ของบริษัทรถโดยสารเอกชน ระบบรถไฟของประเทศไทย ให้บริการในระยะทางยาว 4,487 กิโลเมตร การเดินทางโดยทางรถไฟ ถึงแม้จะชักช้าแต่ก็สะดวกสบายและมีราคาถูก ระบบเครือข่ายถนนขนาดใหญ่ของไทย อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี ในทุกภูมิภาคของประเทศ นอกเหนือจากสนามบินทั้ง 2 แห่งในกรุงเทพมหานครแล้ว ประเทศไทย ยังมีบริการเที่ยวบินภายในประเทศ ไปยังหัวเมืองใหญ่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่, เชียงราย, หาดใหญ่, ขอนแก่น, กระบี่, นครพนม, นครศรีธรรมราช, พัทยา/ระยอง (อู่ตะเภา), ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย), ตรัง, ตราด และ อุดรธานี

ประเทศไทย มีความต้องการใช้พลังงานอย่างมาก รวมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลี่ยมและไฟฟ้า และมีการบริโภคน้ำมันรถยนต์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเทียบกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ต่อหัวของประชากร คนไทยเป็นคนรักรถและชื่นชอบการตกแต่งรถยนต์ และเมื่อมีโอกาสก็จะซื้อรถยนต์คันใหม่มาขับ ราคาน้ำมันในประเทศไทย ยังมีราคาถูก เมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป แต่มีราคาสูงกว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยผลิตกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยส่วนใหญ่จะใช้แหล่งถ่านหินภายในประเทศ หรือน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติ ซึ่งถูกนำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทย จึงเกือบถือเป็นประเทศที่พึ่งตัวเองได้

โทรศัพท์เคลื่อนที่ กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไทยซึ่งพบว่า ประชากร ร้อยละ 70 ของประเทศ มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้

เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้พลิกโฉมวิธีการติดต่อสื่อสารหลักของคนไทย ในประเทศไทยโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่กลับถือเป็นสิ่งจำเป็น และกลายเป็นวัตถุที่แสดงถึงเกียรติภูมิของผู้ใช้ ซึ่งพบว่า ประชากรเกือบร้อยละ 70 ของประเทศ มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ และในบรรดาผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดของประเทศ พบว่า ร้อยละ 71 ใช้บัตรโทรศัพท์ระบบเติมเงินซึ่งมีราคาถูก